บทสรรเสริญ

วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

พระสมันตภัทรโพธิสัตว์

พระสมันตภัทรมหาโพธิสัตว์

พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ประทับอยู่บนหลังช้าง เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ เปรียบเป็นเช่น พระโพธิสัตว์ ต้องรับภาระอันหนักอึ้ง ที่จะนำเวไนยสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย เปรียบดังช้าง ที่เป็นไปด้วย แรงของกิเลสตัณหา พระโพธิสัตว์ดังควาญช้าง ซึ่งมีหน้าที่ฝึกปรือให้ช้างนั้นเชื่อง มีความอ่อนโยน และควาญช้างนั้น สามารถนำช้างไปสู่จุดหมายปลายทางได้

พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ บ้างก็เรียกท่านว่า พระโพธิสัตว์แห่งมนตรา เป็นพระโพธิสัตว์ ที่ถือกำเนิด จากพระไวโรจนพุทธเจ้า ในนิกายตันตระบางนิกาย ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เพราะทรงประทาน ความรุ่งเรือง และความสงบสุขให้แก่ชาวโลก วันประสูติของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ คือ วันที่ 21 เดือน 2 ตามจันทรคติแบบจีน

พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ทรงได้ชื่อว่า เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ทรงเป็นเลิศในทางจริยาและมหาปณิธาน ด้วยทรง มุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ ซึ่งถือเป็นภาระอันหนักหน่วง ภาพพระปฏิมา ของพระองค์ จึงทรงคชสารเป็นช้างเผือก 6 งา (คัมภีร์มหายานเรียกว่า ช้างฉัททันต์) เพราะถือว่าช้าง เป็นสัตว์ที่ทรหดอดทน เป็นการอุปมาอุปไมยถึงการโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ทั้งหมด ว่าเป็นงานที่ยากแสนเข็ญ ต้องใช้ความอดทน อย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาชนะกิเลส และตัณหาของสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง

พระนามของท่านมีความหมายว่า “ ความปรารถนาดีอันประเสริฐที่สุด แห่งพิภพ ” ในพระวิหารของวัดโดยทั่วไป พระโพธิสัตว์ผู่เสียน จะอยู่ในตำแหน่งด้านขวามือ คอยปรนนิบัติพระศากยะมุนีพระพุทธเจ้าเสมอ พระโพธิสัตว์ผู่เสียน ซึ่งมีประวัติความเป็นมาหลายตำนานด้วยกัน

คัมภีร์หัวเหยียนจิง ของจีนกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ผู่เสียนคือบุตรชายคนโตของพระยูไล ว่ากันว่า ในบรรดา พระทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ผู่เสียนคือ พระองค์แรก

คัมภีร์เปยหัวจิง ของจีนกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ผู่เสียน คือ บุตรองค์ที่แปด ของ พระอมิตาภะ พุทธเจ้า มีศักดิ์ เป็นพี่น้องกับ พระโพธิสัตว์เหวินซู และ พระโพธิสัตว์กวนอิม ในตำนานของจีนจากคัมภีร์เสี่ยวเชิ่งจิง กล่าวว่า ในสมัยก่อนมีกษัตริย์พระองค์หนึ่งนาม เมี่ยวจวง มีพระธิดาสามพระองค์ พระโอรสหนึ่งพระองค์ พระธิดาองค์โต ภายหลังเป็นพระโพธิสัตว์เหวินซู พระธิดาองค์รองภายหลังเป็นพระโพธิสัตว์ผู่เสียน พระธิดาองค์เล็ก ภายหลังเป็น พระโพธิสัตว์กวนอิม และพระโอรส ภายหลังเป็น พระโพธิสัตว์ตี้จั้งหวัง

จาก ตำนานดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันในบางประเด็น อาจกล่าวได้ว่า ในสมัยอินเดียโบราณ มีการจัดแบ่ง ชนชั้นวรรณะ ตำนานชี้ให้เห็นถึงความใกล้ชิด ของพระโพธิสัตว์ผุ่เสียนกับพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า พระโพธิสัตว์ผู่เสียน หากไม่ได้เป็นพระญาติที่มีความใกล้ชิดกับพระพุทธองค์ ก็อาจเป็น เชื้อพระวงศ์ ของกษัตริย์ แค้วนใดแคว้นหนึ่ง องค์ผู่เสียน ชาวจีนโบราณขนานนามท่านว่า “ ผู่เสียนผู้เป็นใหญ่แห่งความเพียร ” ผู้กราบไหว้ พระโพธิสัตว์ผู่เสียน มักขอพรให้ตนเองประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน หรือ การประกอบธุรกิจ ผู้กราบไหว้บูชามักสมหวังดังสิ่งที่อธิษฐานขอ ทั้งนี้จากรูปลักษณะ ขององค์ผู่เสียน พระหัตถ์ซ้าย จะถือหยก หรูยี่ ( หยกแห่งความสมหวัง ) ในประเทศจีนเชื่อกันว่าพระโพธิสัตว์ผู่เสียน สถิตอยู่ ณ เทือกเขาง๊อไบ๊ ( ภาษาจีนกลางเรียก เทือกเขา เอ๋อร์เหม๋ยซาน )

พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ทรงสอนไว้ว่า พึงเคารพบูชาพระพุทธเจ้าทั้งปวง การเคารพบูชา พระพุทธเจ้านั้น จะต้องเป็น การเคารพบูชา อันประกอบด้วย กาย วาจา ใจ (อันแน่วแน่ และบริสุทธิ์เปี่ยมด้วยความตั้งใจ) ที่สมบูรณ์

พระพุทธเจ้า ที่พึงเคารพบูชานั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล (เกินสติปัญญาของมนุษย์จักประมาณได้) ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อาศัยปณิธานแห่งข้าพเจ้า (พระสมันตภัทร์) ข้าพเจ้าเชื่อโดยปราศจากข้อกังขาใด ๆ (ประดุจดัง พระพุทธเจ้าทั้งปวงเสด็จมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอภิวาทบูชาด้วย กาย วาจา ในที่แน่วแน่ บริสุทธิ์ และจักเคารพบูชาเช่นนี้ตลอดไป ในแต่ละพุทธเกษตรอันมีจำนวนมากมายประมาณมิได้ จักปรากฏกาย ของข้าพเจ้า ขึ้นในทุกสถาน และทุกกายจักอภิวาทบูชาพระพุทธเจ้าอันมีจำนวนประมาณมิได้เช่นกันหากโลกแห่ง ความว่างเปล่า มีขอบเขตเมื่อใด การบูชาของข้าพเจ้าก็จักสิ้นสุด แต่หากโลกแห่งความว่างนั้นไร้ซึ่งขอบเขต การบูชาพระพุทธเจ้า ก็จักไม่มีวันสิ้นสุดหากโลกของสรรพสัตว์ กรรมของสรรพสัตว์ ทุกข์ของสรรพสัตว์มีที่สิ้นสุด การบูชาของข้าพเจ้า ก็จักสิ้นสุดหากว่าโลกของสรรพสัตว์ กรรมของสรรพสัตว์ และทุกข์ของสรรพสัตว์ไม่มีที่สิ้นสุด ดั้งนั้น การบูชา ของข้าพเจ้าก็จักไม่มีวันสิ้นสุด ข้าพเจ้าจักเคารพบูชาสืบไปไม่หยุดหย่อน ด้วย กาย วาจา ใจ อย่างไม่อ่อนล้า ไม่เบื่อหน่าย

หากผู้ใดตั้งปณิธานจักบำเพ็ญบารมีตามเสด็จพระพุทธองค์แล้วพึงตั้งปณิธานและปฏิบัติดั้งนี้
ปณิธานข้อที่ 1 เคารพบูชาพระพุทธเจ้าทั้งปวง
ปณิธานข้อที่ 2 สรรเสริญพระตถาคตทั้งปวง
ปณิธานข้อที่ 3 ถวายบูชาแด่พระตถาคตทุกพระองค์
ปณิธานข้อที่ 4 ขมาอกุศลธรรมทั้งปวง
ปณิธานข้อที่ 5 อนุโมทนากุศลทั้งหลาย
ปณิธานข้อที่ 6 ทูลอาราธนาให้ทรงแสดงพระธรรม
ปณิธานข้อที่ 7 อาราธนาให้ประทับอยู่ในโลกต่อไป
ปณิธานข้อที่ 8 ขอศึกษาพระธรรมให้เจนจบ
ปณิธานข้อที่ 9 ขออนุโลมตามสรรพสัตว์
ปณิธานข้อที่ 10 ขออุทิศกุศลทั้งมวลแก่สรรพสัตว์

พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกในอนาคตที่จะมาประสูติเพื่อประกาศพระธรรม กล่าวกันว่าขณะนี้พระศรีอาริยเมตไตรยได้บำเพ็ญพระโพธิญาณอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมิเพื่อรอการประสูติเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อย้อนไปในยุคของพระสิริมัตตะพุทธเจ้า พระศรีอาริยเมตไตรยทรงเป็นกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าสังข์จักรจอมจักพรรดิ์แห่งนครอินทปัตต์ วันหนึ่งทรงทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาใกล้ๆเมืองอินทปัตต์ทรงดีพระทัยยิ่งจึงรีบเสด็จไปด้วยพระบาท

เพียงหนึ่งวันพระบาททั้งสองก็แตกช้ำ วันที่สามพระชงฆ์ก็แตกยับพระโลหิตนอง วันที่สี่ไม่สามารถเสด็จต่อไปได้แต่ด้วยพระวิริยะและจิตมุ่งมั่นที่จะเข้าเฝ้าจึงกระเถิบไปด้วยพระอุระ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณทิพย์จึงแปลงเป็นมาณพหนุ่มขับเกวียนพาไปถึงที่พำนักของพระพุทธเจ้า พระอินทร์และมเหสีทั้งสี่ได้แปลงเป็นหญิงชาย นำห่อข้าวทิพย์และน้ำทิพย์มาให้เสวย

เมื่อพระองค์หายบอบช้ำจึงเสด็จไปในพระวิหาร เพียงแรกพบพระพุทธเจ้าก็ทรงสลบลงด้วยความปลื้มปิติ เมื่อฟื้นพระวรกายจึงตรัสว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า" และมิได้ตรัสอะไรได้อีกด้วยความยินดีพระทัย พระองค์ขอสดับธรรมของพระพุทธเจ้าเพียงบทเดียวเพราะไม่มีสิ่งใดถวายบูชาพระธรรมเทศนา จึงทรงตัดพระเศียร (ศีรษะ) ด้วยพระนขา (เล็บ)ถวายเป็นพุทธบูชา และในยุคของพระโคตมพุทธเจ้า พระศรีอาริยเมตไตรยทรงเป็นพระสงฆ์สาวกของพระโคตมพุทธเจ้า พระนามว่าพระอชิตเถระ ครั้งหนึ่งทรงได้รับพุทธยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต กล่าวกันว่าพระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะทรงตรัสรู้ที่ไม้กากะทิง มีพระชนม์ 8หมื่นพรรษา พระวรกายสูง 80 ศอก

พระวัชรปาณีโพธิสัตว์

คนจีนเรียกพระวชิรปาณีโพธิสัตว์ว่า ซี้กิมกังพู่สะ มีกายสีเขียว ถือวชิระเป็นอาวุธ ศักติชายาชื่อ สุชาดา ซึ่งโดยภาพรวมแล้วละม้ายคล้ายคลึงกับพระอินทร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูค่อนข้างมาก พระองค์มีหน้าที่ในการปราบยักษ์มาร เป็นผู้บันดาลฝนและช่วยเหลือเมื่อคราวที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าเสด็จออกบวช และปรินิพพาน ดังนั้นจึงสามารถเนรมิตกายได้หลายลักษณะ และมักสร้างให้มีลักษณะน่ากลัว บ้างก็เป็นรูปกายมนุษย์ มี 3 ตา มีเส้นผมรุงรัง สวมมงกุฏกะโหลกมนุษย์ มีงูเป็นสายสังวาลย์ ภูษาทรงหนังเสือ ซึ่งลักษณะนี้คล้ายพระศิวะมหาเทพในศาสนาพราหมณ์ มีปางต่างๆ มากมาย อาทิ นีรามปาลาวัชรปาณี อจละวัชรปาณี และมหาจักรวัชรปาณี เป็นต้น

กิมกัง แปลว่า วัชระ ทรงเป็นพระธยานิโพธิสัตตว์ ที่เกิดจากอำนาจฌานของพระธยานิพุทธเจ้า สันนิษฐานว่าเป็น " พระอักโษภยพุทธเจ้า " แต่ก็มีตำนานกล่าวว่า ทรงเป็นพระมหาโพธิสัตว์ผู้ทรงรักษาพระศาสนาของ " พระโกนาคมพุทธเจ้า " ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 26 ใน 28 พระพุทธเจ้าที่อยู่ในบางตำนานของหินยาน

พระวัชรปาณีหรือพระอินทร์ เป็นหนึ่งในพระโพธิสัตว์ที่ชาวธิเบตยกย่อง แต่ดั้งเดิมนั้นเป็นเทพในยุคแรกๆ ของพวกอารยัน พระอินทร์เป็นเทพซึ่งยังความอุดมสมบูรณ์ ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น เนื่องด้วยมีชนอีกกลุ่มหนึ่งนำพระวรุณขึ้นมาแทนที่ ความขัดแย้งนี้เองทำชาวอารยันต้องรบพุ่งกัน เนื่องจากความคิดต่างกันเป็นเหตุ ฝ่ายหนึ่งต้องอพยพมาทางใต้ และเป็นปฐมบรรพบุรุษของชนชาติอิหร่าน อีกฝ่ายหนึ่งข้ามอัฟกานิสถานเข้าอินเดีย จนเกิดเป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ

ปัจจุบันพระอินทร์หมดบทบาทไปจากศาสนาฮินดู เนื่องด้วยมีการสร้างมหาเทพขึ้นมารองรับความเชื่อ แต่พระอินทร์กลับมามีบทบาทในทางพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับพระพรหม แม้จะได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 มหาเทพของฮินดู แต่บทบาทน้อยเต็มที ไม่มีเทวสถานเป็นของตนเองอย่างมหาเทพพระองค์อื่น พระอินทร์หรืออีกนัยหนึ่งว่า วัชรปาณีโพธิสัตว์นั้น ไม่เคยปรากฏว่า อยู่โดดเดี่ยวช่วยเหลือสัตว์โลกแต่เพียงลำพัง มักมาพร้อมเทพบริวารอื่นๆ เพราะพระอินทร์นั้นมีบริวาร 33 คน พุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้น พระองค์มักจะเสด็จมาพร้อมกับพระมัญชุศรีโพธิสัตว์และพระปัทมปาณีโพธิสัตว์ (ปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์) เนื่องด้วยพระอินทร์มีวัชระเป็นอาวุธคู่กาย จึงจัดอยู่ในวัชรสกุล อันมีพระอักโษภยะพุทธเจ้าและพระนางโลจนาเทวีเป็นหัวหน้ากลุ่ม วัชระนั้นมีความหมายว่า " สายฟ้า " อันเป็นคุณสมบัติเดิมของพระอินทร์อยู่ครบถ้วน

เทพนิยายที่เกี่ยวข้องกับพระวัชรปาณีโพธิสัตว์มีว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้ารับสั่งให้คอยปกป้องพญานาคจากการทำร้ายของเหล่าครุฑ เนื่องจากพญานาคได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ควบคุมฝนฟ้า ดังนั้นพระวัชรปาณีจึงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งฝน พุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานจะทำพิธีขอฝนก็ต้องบูชาพระโพธิสัตว์พระองค์นี้

พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ (大勢至菩薩)

 

พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์อัครสาวกของพระอมิตาภะพุทธเจ้า เคียงคู่กับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระองค์มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า "ไต่ ซี้ จี(大勢至) หรือ เต็ก ไต่ ซี้(得大勢)บางแห่งเรียก ไต่ ซี จู้(大勢主)" ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน อันมีความหมายของพระนามดังนี้

มหา () แปลว่า ยิ่งใหญ่,มหาศาล

สถามะ() แปลว่า เดชานุภาพ,พละกำลัง

ปราปต์() แปลว่า เข้าถึงแล้ว,บรรลุแล้ว

ดังนั้นพระนามของพระองค์จึงคือ พระโพธิสัตว์ผู้ทรงบรรลุแล้วซึ่งเดชาพละยิ่งใหญ่พระมหาสถามปราปต์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่แสดงถึงพระพลาธิคุณของพระพุทธเจ้าทั้งปวง คล้ายกับพระมัญชุศรีที่ทรงเป็นองค์แทนแห่งพระปัญญาธิคุณ พระอวโลกิเตศวรทรงเป็นองค์แทนแห่งพระกรุณาธิคุณพระจุณฑิทรงเป็นองค์แทนแห่งพระบริสุทธิคุณเป็นต้น พระมหาสถามปราปต์จะทรงถือดอกปัทมาในพระหัตถ์บางครั้งจะทรงประณมหัตถ์ไว้ที่พระอุระ บางครั้งจะทรงถึงวัชระ จึงทำให้พระองค์มีอีกพระนามว่า พระวัชรหัตถ์ บางแห่งเรียก พระวัชรปาณี(金剛手) ก็มี ในพระสุขาวดีวยูหสูตร(無量壽經) กล่าวว่าเมื่อครั้งสมัยที่พระอมิตาภะพุทธเจ้ายังทรงเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเมื่อกาลก่อนทรงมีพระโอรส ๑,๐๐๐ พระองค์ มีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เป็นพระโอรสองค์โต และมีพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์เป็นพระโอรสองค์รอง ทั้ง ๓ พระองค์ทรงประกาศมหาปณิธานจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ถึงที่สุด ณ เบื้องพระพักตร์แห่งพระรัตนครรภ์พุทธเจ้า (寶藏佛) ส่งผลให้ทั้ง ๓ พระองค์ทรงเป็นพระโลกนาถเจ้าแห่งสุขาวดีโลกธาตุ และยังทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณาคุณปกแผ่ไพศาลมา เพื่อโปรดสรรพสัตว์ยังโลกทั้งปวงไม่เว้นแม้แต่โลกแห่งความทุกข์ที่นี้ด้วยในพระศูรางคมธารณีสูตร (楞嚴經) กล่าวว่า พระมหาสถามปราปต์กราบทูลต่อพระพุทธเจ้าถึงปฏิปทาแนวทางปฎิบัติของพระองค์ว่า ในจิตของพระองค์มีแต่น้อมระลึกและเรียกขานแต่พระนามของพระอมิตาภะพุทธเจ้าอยู่ตลอดลมหายใจ และทรงปฏิบัติเช่นนี้มาตลอดนานนับหลายอสงไขยกัลป์ แม้นในปัจจุบันที่พระองค์ทรงได้บรรลุเป็นพระมหาโพธิสัตว์แล้วก็ยังทรงภาวนาถึงพระอมิตาภะอยู่ทุกวาระจิตเช่นเคย ซึ่งพระมหาสถามปราปต์ทรงให้เหตุผลว่า ประดุจบุตรร้องเรียกหาผู้เป็นมารดาตลอด แล้วผู้เป็นมารดาจะทอดทิ้งบุตรผู้นั้นได้อย่างไร (เปรียบเทียบว่าพระพุทธเจ้าทรงรักและเมตตาสรรพสัตว์ทั้งปวงดุจมารดาอาทรต่อบุตร) ด้วยอานิสงค์แห่งการระลึกถึงพระคุณแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าทั้งปวงนั้นยิ่งใหญ่ไพศาลปานฉะนี้ ดังนั้นสาธุชนที่ได้ทราบแล้วสมควรปฏิบัติตามแนวทางภาวนาแห่งพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์เจ้าเถิด

วันคล้ายวันโพธิสัตวสมภพคือ วันที่ ๑๓ เดือน ๗ จีน

บุคคลที่เกิดปี มะเมีย พึงภาวนาให้ใจรู้สึกสบายๆสักพักแล้วจึงกราบอธิษฐานขอพร

ข้าพเจ้าขอกราบอธิษฐาน   แด่  พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ นี้    ขอองค์ พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ ทรงโปรดช่วยคุ้มครองป้องกันภัย ขอให้ภัยพิบัติต่างๆ จงผ่านพ้นข้าพเจ้าไป หมดเหตุแห่งทุกข์ โศก โรค ภัย ให้มีแต่ความสุข ความเจริญ มั่งมีศรีสุข มีอายุยั่งยืนยาว มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และเป็นที่รักใคร่ของบุคคลโดยทั่วไป จงประสบผลสำเร็จในชีวิตครอบครัวทุกประการ ตลอดไปเทอญ ข้าพเจ้าจะกระทำแต่กรรมดี   สาธุ   สาธุ   สาธุ

ขอขอบคุณที่มา ::

โดย...ภิกษุจีนวิศวภัทร (沙門聖傑 )

วัดเทพพุทธาราม(仙佛寺) จ.ชลบุรี (ปี ๒๕๔๘)

พระสูตรมหายานแปลไทย จาก www..mahaparamita.com สงวนลิขสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลง จำหน่าย

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

พระโพธิสัตว์กวนอิม 78-84

เจ้าแม่กวนอิม 0078

78. ผ่อลูกิตตี
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นมัญชูศรีโพธิสัตว์ นั่งอยู่บนสิงหอาสน์ ฝ่ามือหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า เพื่อให้สรรพสัตว์เข้าถึงธรรม
คำว่า ผ่อลูกิตตี หมายถึง สัทธรรมไม่มีความสิ้นสุด บรรดาผู้ปฏิบัติจะได้จากความบริสุทธิ์เข้าถึงสุขาวดี
ประโยคนี้ เป็นคาถาที่พระโพธิสัตว์ย้ำถึงความลึกซึ้งของมนตร์ความจริงมีการเกิดก็ต้องมีการตาย มีความชนะก็ต้องมีความพ่ายแพ้ แต่ชาวโลกยินดี ต่อการเกิด เกลียด ความตายแต่ผลที่สุด ก็ต้องตาย อยู่นั่นเอง ฉะนั้น ถ้าต้องการให้อายุยืนยาวจะต้องหาความเป็นจากความตาย

เจ้าแม่กวนอิม 0079

79. ชอพันลาเย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปลดประสาทตาที่รับรูป เป็นลักษณะดอกบัวทองพันกลีบ เพื่อให้เหล่าสัตว์โลกละประสาทตาและรูปภายนอกอันเป็นความหลงผิด เห็นภาวะของตนเอง
คำว่า ซอพันลาเย หมายถึง ผู้ปฏิบัติต้องการ สำเร็จเป็นธรรมกายอันบริสุทธิ์ จะต้องละล้างประสาทตา จึงจะได้เห็นสัทวิสัยอันเป็น อนุตร
ประโยคนี้ เป็นการแนะให้เห็นมหามรรคโดยตรง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีทางจะแสวงหาได้ ไม่หลงเข้าที่ผิด และก็หมายถึงการปฏิบัติธรรมต้องปิดทวาร ทั้ง 6 กำจัดประสาทตา
เพื่อไม่ต้องรับบาปเพราะ รูปตาเป็นมารที่ขัดขวางการเข้าถึงธรรมฉะนั้น ถ้าต้องการไปเกิดในสุขาวดีภูมิ ต้องละประสาทตาให้ขาดหมด

เจ้าแม่กวนอิม 0080

80. ซอผ่อฮอ
นี่คือพระโพธิสัตว์ บรรยายหูประสาทไปวิพากษ์เสียง วางแขนสีทองคำลงมาเบื้องล่าง ให้เหล่าสัตว์ละหูประสาทและเสียงอันไม่เป็นความจริง ได้ฟังความสูญแห่งสภาวะของตน ต่อกับประโยคก่อน ก็หมายถึงแม้จะละประสาทตาแล้ว หูก็เป็นที่ขัดข้อง กีดขวาง จึงต้องละไปเช่นกัน ฉะนั้น สำเร็จในวิสัยอันเป็นอนุตระ เพราะถ้าหูประสาทไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่มีทางได้ฟังธรรมและบรรลุมรรค เราต้องทำให้หูประสาทสะอาด ให้จิตไม่ตามเสียงพเนจรไปทางนอก ฉะนั้น การปฏิบัติ ต้องให้การดูการฟังย้อนกลับ ให้ย้อนกลับไปตามธรรมชาติ แล้วธาตุ 4 ขันธ์ 5 ไม่ต้องทำให้สะอาด ก็จะสะอาดเอง ไม่สูญก็สูญเอง ย่อมสมบูรณ์ในความเป็นธาตุแห่งความเป็นสูญที่แท้จริง

เจ้าแม่กวนอิม 0081

81. งัน สิตตินตู
นี่คือพระโพธิสัตว์ บรรยาย ถึงการดมกลิ่นต่าง ๆ เป็นรูปชูนิ้วทั้ง 5 เพื่อให้สรรพสัตว์เห็นความปลอมแปลงในการดมกลิ่นของประสาทจมูก ซึ่งมาจากภายนอก และรู้ไปถึงสภาวะ รากมูลของสภาวะ เป็นสูญ
คำว่า งัน มีความหมาย เป็นการนำให้เกิด เป็นมารดา ของวรรดาธารณี
คำว่า สิดตินตู คือ ความสำเร็จของธาตุแห่งตน เป็นจุดรวมของการปฏิบัติธรรม คือ การปฏิบัติธรรมจะต้องละการดมของจมูกจึงเข้าถึงความบริสุทธิ์
ประโยคนี้ เมื่อรวมกับประโยคก่อน ก็หมายถึง การปฏิบัติจะต้องมีจิตสงบ ให้การหายใจสม่ำเสมอ จากหยาบไปถึงละเอียดกระทั่งไม่รู้สึกว่ามีการหายใจ

เจ้าแม่กวนอิม 0082

82. มันตอลา
นี่คือพระโพธิสัตว์ บรรยาย เรื่องลิ้นประสาทไปชิมรสเป็นรูปชูมือตูละนุ่น ให้ละลิ้นประสาทในการชิมรส รู้ ถึงเป็นการปลอมแปลง แล้วเข้าถึงสภาวะของตนมีความเป็นสูญ
คำว่า มันตอลา เป็นธรรมมณฑล หมายถึง ผู้ปฏิบัติ ต้องปล่อยละลิ้นประสาท จึงจะมีความบริสุทธิ์ เป็นธรรมชาติ

เจ้าแม่กวนอิม 0083

83. ปัดถ่อเย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ยกคณฑ์บาตร บรรยายการโลภในการสัมผัสแตะต้อง ให้สรรพสัตว์ละกายประสาทและกายสัมผัส ถือว่า เป็นเรื่องหลอกหลวง และทราบถึงสภาวะแห่งตนเป็นสูญ
คำว่า ปัดถ่อเย หมายถึง ความต้องใจ สมบูรณ์และหมายถึงร่างกายเป็นมูลฐานของความทุกข์ เมื่อปล่อยวางร่างเรานี้แล้ว จึงสามารถเข้าถึงธรรมได้
คาถาประโยคนี้ เป็นความกรุณาของพระโพธิสัตว์ ชี้ให้สรรพสัตว์รีบหลีกพ้นจากความหลง ร่างกายความเป็นภาพลวง เป็นการผสมของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีตัวตน ที่แท้จริงแต่ คนเรามักจะก่อกรรมทำบาป ใช้เล่ห์เหลี่ยมร้อยแปด จึงไม่มีทางหลุดพ้น นี่เป็นโรคประจำตัวของชาวโลก ผู้ปฏิบัติพึงสังวรให้มาก

เจ้าแม่กวนอิม 0084

84. ซอผ่อฮอ
นี่คือพระโพธิสัตว์ ถือธวัชยาว บรรยายการวิภาคแยกแยะธรรมลักษณะต่าง ๆ ให้รู้ว่าจิตประสาทและธรรมภายนอกเป็นสิ่งปลอมแปลง เข้าถึงสภาวะตอนอันเป็นความสูญ
คำว่า ซอผ่อฮอ มีความหมายว่า จบแล้วโดยบริบูรณ์เป็นคาถาที่สอนให้เรารู้ว่า ต้องมีจิต จอจ่ออยู่กับธรรมตลอดเวลาถ้าผู้ปฏิบัติเพียงแต่ให้ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย สะอาด บริสุทธิ์แต่ไม่มีวิธีทำให้จิตสะอาด ก็ยังคงยากที่จะไปถึงฝั่งโน้นได้ คาถาของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ ตรัสว่า เว้นจากการทำสรรพบาป บำเพ็ญ สรรพกุศล ทำจิตให้สะอาดหมดจด นี่คือ พระธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความสะอาดจะต้องเริ่มจากในใจฉะนั้น เริ่มด้วยความสัจจริง จบลงด้วยความสัจจริง

พระโพธิสัตว์กวนอิม 71-77

เจ้าแม่กวนอิม 0071

71. ซอผ่อฮอ
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นรูปเทพเจ้าโปรยดอกไม้ เป็นดอกบัวพันกลีบ เพื่อบรรลุความปรารถนาที่จะให้สัตว์โลกมีความสุข
ประโยคนี้ เมื่อต่อกับประโยคก่อน คือหมายถึงผู้ปฏิบัติไม่ยึดในทางใดทางหนึ่ง ปฏิบัติโดยการพิจารณาและมีหิริโอตัปปะ
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า มรรรคผลสำเร็จด้วยตนเองสำเร็จด้วยการ พิจารณา ในตลอดวัน จะต้องพิจารณาจิตของตนรักษาไว้ในทุกเหตุปัจจัย ไม่ให้วิตกจิตเกิดขึ้นได้ นานเข้าก็จะสำเร็จผล

เจ้าแม่กวนอิม 0072

72. นอลากินชี พันเคลาเย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นพระปูรณเถระ อุ้มบาตร ช่วยสัตว์ให้พ้นจากภยันตราย
คำว่า นอลากินชี แปลว่า รักษาไว้ด้วยความเป็นภัทร
คำว่า พันเคลาเย แปลว่า เถระเพ่งโดยอิสระ
ทั้งประโยค หมายความว่า เป็นที่รักของผู้ภัทร พระโพธิสัตว์ จะยื่นอภัยหัตถ์ กำจัดความน่าหวั่นกลัวทั้งหลาย ให้ได้รับความสงบสุขด้วยความเมตตากรุณาของพระโพธิสัตว์ จึงปรากฎ เป็นธรรมกายทั่ว สหัสสโลกธาตุ โปรดสัตว์ทั้งหลาย ให้เร่งรีบปฏิบัติธรรม ให้หลุดพ้นจากสรรพภยันตราย สามัญชนมักตกอยู่ในความหวั่นกลัว ถือสิ่งปลอมเป็นของแท้ พระพุทธเจ้าได้สอนให้เราละลักษณะต่าง ๆ อันเป็นความปลอมแปลง เมื่อตัวเราไม่มี กายใจก็จะสบาย ไม่ยากที่จะสำเร็จมหามรรค

เจ้าแม่กวนอิม 0073

73. ซอผ่อฮอ
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นตาลาณีบุตรโพธิสัตว์ ถือผลไม้สดเพื่อโปรดสัตว์ ให้ทานแก่สรรพสัตว์ ปฏิบัติโดยสัจจริงรู้ถึงสภาวะธรรมีความเป็นสูญ
ประโยคนี้ต่อเนื่อง กับประโยคก่อน หมายถึง การปฏิบัติให้ถือเอาสัมมาจิต ความมีสัจเป็นหลัก บรรยายถึง คนเรา ที่ต้องรับความทุกข์ยาก หวั่นกลัวนั้น มีที่มาจาก ความคิดไม่สะอาดบริสุทธิ์ จึงได้เกิดความหวั่นกลัวไม่สงบ เพราะพื้นฐาน การปฏิบัติธรรม สำเร็จด้วยความคิดสำนึก แต่ชาวโลก ไม่เข้าถึงสภาวะดั้งเดิมและไปสู่ทางที่ผิดเป็นที่น่าสงสารมาก

เจ้าแม่กวนอิม 0074

74. มอพอลีเซ็งกิตลาเย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นสมาธิฌานโพธิสัตว์ นั่งขัดสมาธิจักร ถือรัตนโคมไฟ ส่องแสงไปทั่วธรรมโลกธาตุ
คำว่า มอพอลีเซ็ง มีความหมายว่า มหาวีระกล้าหาญ
คำว่า กิตลาเย หมายถึง สภาวะเดิม
ทั้งประโยค หมายถึง คุณธรรม สำเร็จด้วยธรรมภาวะเมตตา ฉะนั้น จิตตั้งอยู่ทางร้ายก็ไม่มีทางสำเร็จในสัมมาสัมโพธิ
ประโยคนี้ เป็นคาถามาร กล่าวถึง พระโพธิสัตว์ด้วยความ มหาเมตตากรุณา ปรากฎเป็นพันกร พันเนตร ส่องทั่วธรรมธาตุ เราต้องพึ่งพิงการนำของพระพุทธเจ้า ไม่เกิดความหวั่นไหวทางจิตกายไม่เคลื่อนสะเทือน เมื่อประสบวิสัยดีหรือร้าย ก็สามารถเป็นอยู่ได้ด้วยความสบาย

เจ้าแม่กวนอิม 0075

75. ซอผ่อฮอ
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นพระมหากัสสปเถระ มือซ้ายถือลูกประคำ มือขวาถือไม้เท้า แนะนำสรรพสัตว์ปฏิบัติธรรม
ประโยคนี้ สรุปความตอนต้นเป็นการรวมความทั้งหมดของมหากรุณาธารณีนี้ และก็เป็นความเมตตากรุณาของพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์เหล่ากำเนิด 4 ใน คติ 6 ทั้งหมด ให้ต่างได้ รับกุศลประโยชน์

เจ้าแม่กวนอิม 0076

76. นำมอห่อลาตันนอตอลาเหย่เย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นอากาศครรภ์โพธิสัตว์ ถือดอกไม้นั่งบนอาสน์หินให้สัตว์โลก มั่นคงในศรัทธา วิริยะกล้าหาญ โพธิสัตว์ ได้ย้ำถึงผู้ที่สวดท่องมนตร์นี้ ต้องพยายามควบคุมกายใจ ไม่ให้ปล่อยเที่ยวไปตามเรื่อง และนำเอาฌานสมาธิ เพ่งคิดการเกิดการดับ พิจารณาบุคคลที่ถือพระพุทธเป็นสรณะ แต่ไม่ยอมเพ่ง ตถาธรรม เพียงแต่กินเจ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่น่าสงสารมาก ความประสงค์ ที่พระโพธิสัตว์ ได้ย้ำถึงมนตร์นี้อีกก็เพื่อให้แจ้งว่า การปฏิบัติมีทางที่ไปได้โดยเร็ว คนเราจงอย่าเสียโอกาส ต้องตั้งใจปฏิบัติโดยเร็ว

เจ้าแม่กวนอิม 0077

77. นำมอ ออหลี่เย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นสมันตภัทรโพธิสัตว์นั่งขัดสมาธิบนคันธหัสดร์ร้อยรัตนะ ให้สรรพสัตว์บรรลุการปฏิบัติธรรมโดยสมบูรณ์

ทั้งประโยค เป็นการนมัสการท่านอริยะ และก็กล่าวย้ำถึงการปฏิบัติธรรม ต้องละความเป็นตัวตนของเรา จึงสามารถ ไม่ให้เกิดความคิดนึกได้

ประโยคนี้ เป็นการย้ำให้เร่งรีบสวดท่องธารณี มีความตื่นตัวโดยเร็ว แก้ความผิดแล้วตั้งต้นใหม่ เสาะแสวงหาพระธรรมรักษาโรคทางจิต กวาดล้างความหลงผิด ถ้าสามารถระลึกถึงพระธรรมอยู่เรื่อย ไม่ละไม่ว่าในกริยาใด ๆ เสมอต้นเสมอปลายกระทั่งบรรลุในความไม่มีตัวตน ความคิดนึกไม่เกิดความเข้าถึงธรรมะก็จะมีหวังแน่

พระโพธิสัตว์กวนอิม 66-70

เจ้าแม่กวนอิม 0066

66. ซอผ่อหม่อฮอ ออสิดถ่อเย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นอุราเภสัชโพธิสัตว์ มือถือกุณโท รักษาโรคให้มนุษย์
ทั้งประโยค มีความหมายว่า มีขันติธรรม ก็จะเข้าถึงธรรมของมหายานได้ด้วยดี สามารถสำเร็จผลได้มากหลายได้รับพุทธผล 
คำว่า ซอผ่อหม่อฮอ หมายถึง สัตว์ทุกประเภท มีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน สามารถได้มหาธารณีได้ทั้งนั้น
คำว่า ออสิดถ่อเย หมายถึง สรรพสัตว์ร่วมกันรับความสุขสบายทั่วกัน
เป็นคาถาที่พระโพธิสัตว์ ด้วยความเมตตากรุณาอันล้นพ้น สงสาร สรรพสัตว์ จึงปรากฎ เป็นกายต่างๆ อบรมสั่งสอน เพื่อมีความสำเร็จในสัจธรรม

เจ้าแม่กวนอิม 0067

67. ซอผ่อฮอ
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นพระสารีบุตรเถระ มือยกชูพระสูตรเพื่อพระสัจธรรม โปรดสัตว์ไปจุติในสุขาวดีภูมิ
ประโยคนี้ รวมกับประโยคก่อน เพื่อความสำเร็จไปถึงฝั่งโน้นเป็นหมายานธรรม เป็นคาถาของที่มีความเมตตา กรุณาอันสุดคำนวณโดยความสงสารเหล่ากำเนิด 4 ในคติ 6 พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์อย่างทั่วถึง เน้นความสำคัญอยู่ที่ไม่ฆ่าสัตว์คิดจะป้องกันชีวิตตนเอง ก็ต้องรักชีวิตของสัตว์อื่นๆ ด้วย การไม่ฆ่าสัตว์และปล่อยสัตว์ เป็นการเอาจิตของสวรรค์มาเป็นจิตของตนเพราะสวรรค์ชื่นชมการมีชีวิตของสัตว์โลก ถ้าได้ทำเช่นนี้ก็จะบรรลุพุทธผล

เจ้าแม่กวนอิม 0068

68. เจกิดลาออสิดถ่อเย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นแม่ทัพพยัคฆ์คำราม ถือขวานปราบปรามมารศัตรูด้วยความมีจิตมั่นคง
คำว่า เจกิดลา เป็นการใช้วชิรจักรปราบมารศัตรู
คำว่า ออสิดถ่อเย หมายถึง ความสำเร็จอันไม่มีอะไรเทียบได้
ทั้งประโยคของคาถา หมายถึง ใช้วชิรธรรมจักร ปราบเหล่ามารศัตรูได้รับความสำเร็จอนุปม ทั้งนี้ หมายถึง พระโพธิสัตว์ แผ่ความกรุณาโดยทั่วไป จึงปรากฎสมาธิกาย รวมทั้งสรรพสัตว์ ต่างได้รับความกรุณานี้ ต่างได้รับความสว่างแห่งอิสระบรรดามารและการขัดข้อง จะหมดสิ้นไป เพราะมารและความขัดข้องเกิดจากจิตใจ พระพุทธเจ้าตรัสความบริสุทธิ์นั้น คือ ไม่ยึดมั่นในธรรมใดๆ มุ่งเข้าถึงตรัสรู้ภูมิ

เจ้าแม่กวนอิม 0069

69. ซอผ่อฮอ
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นรูปบรรดาเทพมารราช ถือหอกยาวแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ระงับความเกลียดชังซึ่งกัน
ประโยคนี้ ต่อกับประโยคก่อน หมายความว่า สรรพสัตว์ล้วนสำเร็จในความสุทธิอนุปม จึงไม่ควรประกอบอกุศลธรรมทั้งหลาย และหมายถึง พระโพธิสัตว์ประกาศมหามรรคนี้ ถ้าปฏิบัติแล้วไม่เพียงแต่ลบล้างบาปกรรม และกำจัดมารได้เท่านั้นยังสามารถบรรลุพุทธภูมิ

เจ้าแม่กวนอิม 0070

70. ปอทอมอกิตสิดถ่อเย
นี่คือพระโพธิสัตว์ ปรากฎเป็นสัทคนธ์เทพโพธิสัตว์ ยกกระถางธูปมโนรสคุ้มครองสัตว์โลก
คำว่า ปอทอ แปลว่า ดอกบัวแดง
คำว่า มอกิต แปลว่า ชนะ
คำว่า สิดถ่อเย แปลว่า มีผลสำเร็จทั้งสิ้น
คำว่า ปอตอมอกิต หมายถึง พุทธธรรมเป็นธรรมที่ไม่มีขอบเขต จะต้องปฏิบัติ เพื่อร่วมกันรับความสุข
คำว่า สิดถ่อเย เป็นการย้ำให้ผู้ปฏิบัติจะต้องประกอบด้วยสติปัญญาเพื่อการหลุดพ้น ละจากกิเลส
ประโยคนี้ เป็นคาถาที่กล่าวถึง พระโพธิสัตว์ นั่งอยู่บนรัตนปทุมอาสน์ส่องแสงสว่างแล้วทำนายไว้ แสงนี้จะเกิดประโยชน์มากหลายหาเทียบไม่ได้